ติดต่อ : tocomrade@pc.ac.th

โครงการส่งเสริมการจัดการศึกษา “เรียนที่ชอบ เส้นทางที่ใช่ ได้ความสุข” (EEC)

โครงการส่งเสริมการจัดการศึกษา “เรียนที่ชอบ เส้นทางที่ใช่ ได้ความสุข” เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

รายวิชาเพิ่มเติม ได้แก่

ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1)

เป็นรายวิชาเพิ่มเติมพื้นฐานเพื่อสร้างเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ส่งเสริมการค้นหาความถนัดและความสนใจของตนเอง

รายวิชาเพิ่มเติมของกลุ่มโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

Inspiring Innovation  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 หน่วยกิต

Technology  for innovation ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 หน่วยกิต

ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 – ม.6)

จัดเป็นกลุ่มอาชีพ ให้นักเรียนเลือกเรียนตามความสนใจ โดยแต่ละกลุ่มจะมีรายวิชาเพิ่มเติมเฉพาะทางที่เข้มข้น

รายวิชาเพิ่มเติมของกลุ่มโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย

สร้างองค์ความรู้ในการสร้างนวัตกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 หน่วยกิต

Technology for Innovation ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 หน่วยกิต

การสร้างคุณค่านวัตกรรม และการวางแผนการตลาด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 หน่วยกิต

นำเสนอนวัตกรรมสู่ชุมชน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 หน่วยกิต


เนื้อหาการเรียนรู้

เทคโนโลยีรอบตัว

           รอบตัวเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในชีวิตประจำวัน เช่น ดินสอ ปากกา หรือไม้บรรทัด ที่เหลาดินสอ หรือแม้กระทั่งเครื่องคิดเลข กระดาน โทรทัศน์ ก็เป็นเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้พัฒนาขึ้นจากความต้องการของมนุษย์ หรือเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหารอบ ๆ ตัวเรา ในบทเรียนเทคโนโลยีรอบตัวนี้ จะกล่าวถึง 3 ประการคือ ความหมายของเทคโนโลยี ประโยชน์ของเทคโนโลยี และเทคโนโลยีในงานอาชีพ ดังนี้

1.. ความหมายของเทคโนโลยี

          เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษยชาติมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ

ในช่วงผ่านมา ทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามามีเข้ามามีความสำคัญเพิ่มขึ้นจนกระทั่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมามากมาย ทั้ง เรียนรู้ , ผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากไอเดียใหม่ ๆ ทำให้เกิดผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ , สังคม , การเมือง , สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม การเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้สังคมมนุษย์ เติบโตเป็นสังคมที่ดำรงชีวิตอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ปราศจากพรมแดนมาขว้างกัน

ลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ ( process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ

2.เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี

  1. เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรม

ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นระบบกระบวนการของเทคโนโลยี โดยระบบเทคโนโลยี ประกอบด้วยทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า (Input) , กระบวนการ (Process) , ผลผลิต (Output) ซึ่งแปลว่า อะไรก็ตามที่เป็นระบบ ขั้นตอนทำงานของทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบบำบัดน้ำเสียมีปัจจัยนำเข้า คือ น้ำเสีย ซึ่งมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งต้องนำมาผ่านกระบวนการ เพื่อบำบัดอย่างเหมาะสม จนได้ผลลัพธ์คือน้ำใสสะอาดที่ได้รับบำบัดแล้ว

ทั้งนี้ระบบเทคโนโลยี เป็นระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหารวมทั้งนำมาตอบสนองความต้องการ จากการใช้ระบบเทคโนโลยี แบ่งองค์ประกอบออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่

  1. ปัจจัยนำเข้า (Input) เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หรือ ความประสงค์ของมนุษย์
  2. กระบวนเทคโนโลยี คือ ขั้นตอนแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความเรียกร้องมนุษย์ โดยใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีเพื่อให้ได้ผลผลิตตามความประสงค์
  3. ผลผลิต คือ สิ่งที่ได้มาอันเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี หรือผลสุดท้ายอันพึงประสงค์ที่ได้มาจากกระบวนการแก้ปัญหานั่นเอง ซึ่งผลผลิตประเภทนี้อาจเป็นชิ้นงาน บางครั้งอาจเป็นวิธีการก็ได้
  4. ทรัพยากรทางเทคโนโลยี คือ สิ่งจำเป็นที่ใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประการสุดท้ายนั่นเอง โดยทรัพยากรเทคโนโลยีสามารถแบ่งออกเป็น 7 ข้อ ได้แก่ มนุษย์ , ข้อมูลสารสนเทศ , เครื่องมือ , พลังงาน , ทุน-ทรัพย์สิน และเวลา
  5. ปัจจัยที่มีส่วนขัดขวางเทคโนโลยีมีมากมายหลายสิ่ง มันคือสิ่งอันเป็นข้อจำกัด , ข้อพิจารณา รวมทั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึง โดยมันจะทำให้การแก้ปัญหาได้ผลลัพธ์แตกต่างกันออกไป เช่น มีต้นทุนต่ำ , มีเวลาอันจำกัด ปราศจากความรู้ ความชำนาญ รวมทั้งขาดทักษะ

ปัจจุบันเทคโนโลยี ยังถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา หากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน

  1. ประโยชน์ของเทคโนโลยี

จากความจำเป็นของมนุษย์ในยุคแรกทำให้เกิดเทคโนโลยี เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนกระทั่งปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น ดังสรุปได้ดังนี้

  1. ช่วยในการแก้ไขปัญหาหรือสนองความต้องการของมนุษย์ เช่น การนำสิ่งของกลับมาใช้ซ้ำ (reuse) หรือแปรรูปแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) การนำเทคโนโลยีฝนหลวงมาช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง การใช้กังหันชัยพัฒนาแก้ปัญหาน้ำเสีย เป็นต้น

2.ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของมนุษย์ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้เร็วขึ้น (better) รวดเร็วขึ้น (faster) และมีค่าใช้จ่ายถูกลง (cheaper) เช่น การใช้เครื่องคิดเลข การใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิต เล็ก ๆ เป็นต้น

  1. เทคโนโลยีในงานอาชีพ

ในบทเรียนเทคโนโลยีรอบตัวนี้ขอยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเฉพาะในงานอาชีพเกษตรเท่านั้น เพื่อให้นักเรียน เข้าใจในประเด็นของเฉพาะอาชีพได้มากขึ้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การทำการเกษตรจากน้ำทะเลและในทะเลทราย (Seawater Agriculture และ Desert Agriculture)

เนื่องจากพื้นที่โลกทั้งหมด 70% เป็นผืนน้ำทะเลและมหาสมุทร ที่เหลือ 30% เป็นผืนดิน และ 1 ใน 3 ของผืนดินนั้นเป็นพื้นที่ทะเลทราย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าโลกยังมีพื้นที่และทรัพยากรอีกมากซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตร แต่หากสามารถใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนพื้นที่และทรัพยากรจากพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ก็จะเพิ่มโอกาสในการผลิตอาหารได้อย่างมากในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศที่พัฒนาการเกษตรจากน้ำทะเลและทะเลทราย เช่น อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ได้พัฒนาเมืองเกษตรในทะเลทราย โดยพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชผลไม้ รวมทั้งข้าวในทะเลทราย

ประเทศจอร์แดนได้ทำการเกษตรในทะเลทราย โดยนำน้ำทะเลมาผ่านกระบวนการกำจัดเกลือเพื่อใช้ในการปลูกพืชในโรงเรือนแบบปิดขนาดใหญ่ ประเทศอิสราเอลพัฒนาเทคโนโลยีกลั่นน้ำเค็มและรีไซเคิลน้ำเสียเพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำจืด ตลอดจนใช้ระบบเทคโนโลยีชลประทานน้ำหยดที่มีประสิทธิภาพสูงในการจ่ายน้ำ รวมถึงการพัฒนาพันธุ์พืชให้สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมแบบทะเลทรายให้มากที่สุด ดังนั้น ประเทศต่างๆ เหล่านี้จะเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านเกษตรและอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตยังมุ่งหวังที่จะกลายเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญในอนาคต

11313 1

ภาพการทำการเกษตรในทะเลทราย
ที่มา, https://phys.org/news/2015-07-seawater-greenhouses-life.html, Aston University

 การทำฟาร์มเกษตรแนวตั้งและฟาร์มเกษตรในเมือง (Vertical and Urban Farming)

เทคโนโลยีเพื่อการทำการเกษตรแนวตั้ง โดยการควบคุมสภาพแวดล้อมในอาคารแบบปิด ซึ่งเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้น้ำ ปุ๋ยและสารอาหารลงกว่า 95% ตลอดจนใช้พื้นที่ไม่มากผ่านการสร้างฟาร์มในตึกแนวตั้ง แถมไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง รวมทั้งการใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตทำให้ใช้คนในการทำฟาร์มเกษตรแนวตั้งน้อยมาก บริษัท AeroFarm ของสหรัฐเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถผลิตพืชผักเกษตรในฟาร์มเกษตรแนวตั้งได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นกับฤดูกาลและสภาพอากาศ โดยสามารถผลิตได้มากกว่าการปลูกพืชแบบเดิมถึง 390 เท่า

ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็เป็นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีทำเกษตรในพื้นที่ปิดแบบควบคุมสภาพแวดล้อมส่งผลให้การใช้พื้นที่น้อยกว่า 1% ของประเทศแต่สามารถผลิตพืชผักได้มากกว่า 35% ของความต้องการในประเทศ สิงคโปร์มีการส่งเสริมการทำฟาร์มเกษตรแนวตั้ง โดยวางวิสัยทัศน์ไว้ว่าสิงคโปร์จะต้องสามารถผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรในประเทศได้อย่างสมบูรณ์ผ่านฟาร์มเกษตรแนวตั้ง และอาจเปลี่ยนเป็นประเทศส่งออกอาหารในอนาคตได้ การทำฟาร์มเกษตรแนวตั้งช่วยให้เกิดการทำฟาร์มในเมืองเพื่อตอบสนองแนวโน้มการเป็นเมืองในอนาคตได้ ทำให้สามารถผลิตอาหารเพื่อป้อนคนเมือง มีความสด สะอาด ลดต้นทุนค่าขนส่ง ลดพื้นที่ในการเพาะปลูก แต่ก็มีความท้าทายต่อเกษตรกรในชนบทที่ภาครัฐจะต้องให้ความรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การทำการเกษตรจากน้ำทะเลและในทะเลทราย การทำฟาร์มเกษตรแนวตั้งและฟาร์มเกษตรในเมืองเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในดินแดนที่แห้งแล้ง หรือการเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำที่สามารถทำการเกษตรได้แม้พื้นที่นั้นจะไม่มีแหล่งน้ำจืดเลยก็ตาม ทำให้มนุษย์ไม่มีขีดจำกัดในการผลิตทรัพยากร เพื่อความยั่งยืนด้านทรัพยากรในอนาคต

แหล่งที่มา

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ.  (5 มีนาคม 2563).  คิดอนาคต เทคโนโลยีเกษตร 4.0 สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2563, จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/853709.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.  (2561).  เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ :  โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Heinich, Robert; Molenda, Michael; Russell, James D. (1993).  Instructional Media and the New Technologies of Instruction, (4th ed.). New York : Macmillan Publishing Company.





รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV) นั้นเพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาและถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เมื่อมีการเผชิญกับปัญหาโลกร้อน มลพิษทางอากาศ PM2.5 และทิศทางพลังงานโลกที่มุ่งไปสู่การผลิตและการใช้พลังงานที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสุทธิเป็นศูนย์ จึงทำให้รัฐบาลจากหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งข้อดี-ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รถยนต์ไฟฟ้านั้นจะทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำให้ไม่มีการปล่อยไอเสียหรือก๊าซเรือนกระจกออกมาและไม่สร้างมลพิษ
  • ลดมลพิษทางเสียง เนื่องจากกลไกในการขับเคลื่อนไม่ต้องใช้การจุดระเบิดเพื่อเผาไหม้ จึงทำให้ไม่มีเสียงเวลาขับ และการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีเสียงที่เงียบกว่าเครื่องยนต์มาก
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า รถยนต์ไฟฟ้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมีแรงบิดมากกว่าโดยเริ่มตั้งแต่ออกตัว ทำให้อัตราเร่งดีกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ จึงไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ อีกทั้งพลังงานไฟฟ้ายังมีราคาถูกกว่า และผันผวนน้อยกว่าราคาน้ำมันส่วนในเรื่องของการบำรุงรักษานั้น ในรถยนต์ไฟฟ้ามีเพียงมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้นที่เป็นส่วนกำลังทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ ไม่มีของเหลวหรือกรองของเหลวที่ต้องบำรุงรักษาตามวาระ
  • สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้จากที่บ้าน รถยนต์ไฟฟ้านั้น สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้จากที่บ้าน ซึ่งสามารถชาร์จได้ระหว่างที่นอนหลับ เมื่อถึงยามเช้ารถยนต์ไฟฟ้าก็จะอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องการเสียเวลาที่สถานีบริการน้ำมันอีกต่อไป
  • ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า
  • ราคาสูง ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพง เนื่องจากกระบวนการผลิตจนถึงการวางจำหน่ายจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูง ทำให้ตัวรถมีราคาสูงตามไปด้วย
  • ระยะการขับ เนื่องจากระยะทางในการขับขี่จะขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งอาจจะต้องมีการวางแผนการชาร์จระหว่างทาง สำหรับการขับขี่ในระยะไกล
  • สถานีอัดประจุ หากมีการเดินทางระยะยาวหรือข้ามจังหวัดนั้น ควรจะต้องมีการวางแผนหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานีอัดประจุ เนื่องจากปัจจุบันสถานีอัดประจุในประเทศยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • การบำรุงรักษา รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อให้บุคลากรทางสายยานยนต์เรียนรู้เรื่องการบำรุงรักษาระบบต่าง ๆ
  • การจัดการขยะจากแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่จำกัด การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่การกำจัดแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพไปแล้วนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการกำจัดแบตเตอรี่ที่เป็นขยะเหล่านี้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องมีการดำเนินการต่อไป

ปัจจุบันความกังวลในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีความพยายามแก้ไขโดยผู้พัฒนาแบตเตอรี่ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่ให้สามารถชาร์จไฟได้เร็วและวิ่งได้ระยะทางไกลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐและเอกชนในการสร้างสถานีอัดประจุให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศอีกด้วย


ไฟฟ้ากระแสตรง(DC) และกระแสสลับ(AC) แตกต่างกันอย่างไร?

ไฟฟ้ากระแสตรง(DC) และกระแสสลับ(AC) แตกต่างกันอย่างไร?

การทำความรู้จักหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ ไฟฟ้ากระแสตรง(DC) และไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) นั้นเป็นเรื่องพื้นฐานเลยทีเดียวก็ว่าได้ เพราะเป็นหัวใจหลักในการเลือกซื้อเครื่องมือวัดไฟ หรือเลือกฟังก์ชั่นในการใช้งานเครื่องมือวัดไฟนั้นเอง..

ซึ่งอย่างที่เราทุกคนเข้าใจกันดีว่าในประเทศไทยของเรา อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างที่ทำออกมา รองรับ การใช้งานกับไฟบ้านหรือกับไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)  ซึ่งมีค่าแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 220 โวล์ ส่วนไฟฟ้าที่อยู่ในพวกแผงวงจร หรือไฟฟ้าที่มาจากถ่านไฟฉายนั้น เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) นั้นเอง

ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current) คือ

ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าไปในทางกลับกัน คือกระแสไฟจะไม่มีขั้วไฟฟ้าว่าเป็นขั่วบวกหรือขั่วลบ และจะมีทิศทางการไหลที่กลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา โดยอัตราการเปลี่ยนทิศทางนี้เราเรียกว่าความถี่ของไฟกระแสสลับ มีหน่วยวัดเป็นเฮิร์ท(Hz) ซึ่งก็คือจำนวนรอบคลื่นต่อ หนึ่งวินาที (ไฟบ้าน ในประเทศไทยใช้ความถี่ 50Hz) และภาพลักษณะการไหลเราจะเรียกกันว่า Sine Wave นั้นเอง ดังภาพด้านล่างครับ

ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)

ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current) คือ

ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลเพียงทิศทางเดียวจากขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า แล้วไหลผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วกลับเข้าไปยังขั้วบวกของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอีกครั้ง ภาพด้านล่างเป็นภาพลักษณะรูปคลื่นไฟฟ้าของไฟฟ้ากระแสตรง

ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current)

ทำไมไฟบ้าน เราจึงใช้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)

สาเหตุที่ไฟฟ้าตามบ้านส่งแบบกระแสสลับ (AC) ประเด็นหลักๆ ก็มีอยู่สองข้อใหญ่ครับ

(1) ไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) นั้นส่งได้ไกลกว่า ไฟฟ้ากระแสตรง(DC)มาก เนื่องจากเวลาส่งกระแสไฟฟ้ามาตามสายไฟ ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ก็ทำให้แรงเคลื่อนสูงมากไม่ได้ ต้องเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ต่ำ ทำให้ต้องส่งกระแสไฟฟ้าที่มาก เมื่อส่งกระแสที่มากก็จะมีค่าการสูญเสียพลังงานไปตามสายส่งไฟฟ้ามากด้วย

แต่ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) เขาจะแปลงกระแสไฟ ให้เป็นไฟฟ้าแรงสูงก่อนที่จะส่งมาตามบ้านเรือน (ที่เราเห็นเสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่ทั่วไปนั้นเอง) แล้วมาลดกลับที่ปลายทางโดยผ่านหม้อแปลง (Transformer)  แต่หากเป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จะไม่สามารถทำได้โดยง่ายครับ

(2) ไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) นั้น สามารถแปลงแรงดันให้มากขึ้น หรือลดต่ำลงได้ โดยการใช้หม้อแปลง (Transformer) ซึ่งในการแปลงแรงดันนี้ถ้าเป็นไฟกระแสตรง(DC) จะยุ่งยากมาก

สรุปประโยชน์และการนำไปใช้งานของไฟฟ้าทั้ง 2 ชนิด

คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)

(1) สามารถส่งไปในที่ไกลๆได้ดี กำลังไม่ตก
(2) สามารถแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ตามต้องการโดยการใช้หม้อแปลง(Transformer)

ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)

(1) ใช้กับระบบแสงสว่างได้ดี
(2) ประหยัดค่าใช้จ่าย และผลิตได้ง่าย
(3) ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังมากๆ
(4) ใช้กับเครื่องเชื่อม
(5) ใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เกือบทุกชนิด

คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง(DC)

(1) กระแสไฟฟ้าไหลไปทิศทางเดียวกันตลอด
(2) มีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนเป็นบวกอยู่เสมอ
(3) สามารถเก็บประจุไว้ในเซลล์ หรือแบตเตอรี่ได้

ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสตรง(DC)

(1) ใช้ในการชุบโลหะต่างๆ
(2) ใช้ในการทดลองทางเคมี
(3) ใช้เชื่อมโลหะและตัดแผ่นเหล็ก
(4) ทำให้เหล็กมีอำนาจแม่เหล็ก
(5) ใช้ในการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่
(6) ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์
(7) ใช้เป็นไฟฟ้าเดินทาง เช่น ไฟฉาย


อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ 

            ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรทัศน์ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เตาไมโครเวฟ มีส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างทำงานร่วมกัน อีกครั้งการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ ต้องอาศัยการทำงานของเซ็นเซอร์  (sensor) แผงควบคุมขนาดเล็ก (microcontroller board) และเครื่องจักรกลไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทำงานร่วมกัน ตัวอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์ มีดังนี้

           1.1 มอเตอร์ (motor)

                       มอเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล มีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น มอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต้องการแรงบิดมาก มอเตอร์ที่ใช้ในของเล่นต้องการความเร็วรอบสูง มีลักษณะภายนอกประกอบด้วยขั้วไฟฟ้าของมอเตอร์ 2 ขั้ว สำหรับเชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้ามีแกนเหล็กยื่นออกมาจากตัวมอเตอร์ เรียกว่าเพลามอเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการให้เกิดการเคลื่อนที่ในลักษณะการหมุน เช่น ใบพัด เพลาของอุปกรณ์ต่างๆ 

รูปที่ 67 มอเตอร์

            มอเตอร์สามารถแบ่งตามประเภทการใช้กระแสไฟฟ้าได้เป็น 2 ประเภท คือ 

             1) มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current motor) หรือ ดี.ซี. มอเตอร์ (D.C. Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง เช่น เซลล์ไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ มอเตอร์ประเภทนี้สามารถควบคุมการหมุนให้หมุนตามเข็มนาฬิกา หมุนทวนเข็มนาฬิกา หรือหยุดหมุนได้ง่าย ซึ่งอัตราเร็วของการหมุนขึ้นอยู่กับแรงเคลื่อนไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ไฟฟ้าที่จ่ายให้กับมอเตอร์

รูปที่ 68 อุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง

            2) มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current motor) หรือเรียกว่า เอ.ซี. มอเตอร์ (A. C. Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือน ในชีวิตประจำวันมีการใช้งานของมอเตอร์กระแสสลับในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบหมุน เช่น เครื่องซักผ้า พัดลม เครื่องปั่น 

รูปที่ 69 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

           มอเตอร์กระแสสลับสามารถแบ่งตามระบบการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ มอเตอร์แบบหนึ่งเฟส (single phase motor) และมอเตอร์แบบสามเฟส (three phase motor) 

ตารางที่ 1 ประเภทของมอเตอร์และการนำไปใช้ 
ประเภท

มอเตอร์แบบหนึ่งเฟส 

(single phase motor)

มอเตอร์แบบสามเฟส

(three phase motor)

การนำไปใช้งาน

เป็นมอเตอร์ขนาดเล็กมีกำลังพิกัดต่ำกว่า 1 แรงม้า ขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 5 แรงม้า จะใช้กับความต่างศักย์ 220 โวลต์ มีสายไฟฟ้าเข้า 2 สาย แรงม้าไม่สูง ส่วนใหญ่ใช้ตามบ้านเรือน 

เป็นมอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม ต้องใช้ระบบไฟ 3 เฟส ใช้ความต่างศักย์ 380 โวลต์ มีสายไฟฟ้าเข้ามอเตอร์ 3 สาย มีกำลังต่ำกว่า 1 แรงม้าจนถึงขนาดแรงม้ามาก นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมหนัก เช่น ขับลูกกลิ้ง โรงงานถลุงเหล็ก

            1.2 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 

                         เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดมักมีส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีลักษณะและการทำงานที่แตกต่างกันไป ในส่วนนี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานที่ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

เกร็ดน่ารู้ 

            การควบคุมมอเตอร์ให้ทำงานหรือหมุนตามที่ต้องการอาจใช้อุปกรณ์ เช่น เบรกเกอร์ สวิทช์แม่เหล็ก หรือแมกเนติกคอนแทคเตอร์ (magnetic contactor) รีเลย์ตั้งเวลา เพื่อควบคุมให้มอเตอร์เกิดอัตราเร่งในการเริ่มหมุน รวมทั้งการควบคุมความเร็วและกลับทางหมุนของมอเตอร์

            อิเล็กทรอนิกส์ (electronics) เกี่ยวข้องกับการควบคุมการผ่านของกระแสไฟฟ้าในวงจร ซึ่งมีชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบเพื่อควบคุมการผ่านของกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้ 

            1) ตัวต้านทาน (resistor) เป็นอุปกรณ์ที่มีสมบัติในการต้านการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็นโอห์ม ในวงจรไฟฟ้าตัวต้านทานที่มีค่ามากจะทำให้มีกระแสไฟฟ้าผ่านได้น้อย โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

ตารางที่ 2 ประเภทของตัวต้านทานและการนำไปใช้ 
ประเภท

ตัวต้านทานคงที่ 

(fixed resistor)

แอลดีอาร์

(Light Dependent Resistor : LDR)

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการเคลื่อนที่ของไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวต้านทาน 

เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการเคลื่อนที่ของไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวต้านทาน

            2) ตัวเก็บประจุ (capacitor) ทำหน้าที่เก็บสะสมประจุไฟฟ้า โดยนำสารตัวนำ 2 ชิ้นมาวางในลักษณะขนานกัน โดยระหว่างตัวนำทั้งสองจะถูกกั้นด้วยฉนวนที่เรียกว่า ไดอิเล็กตริก (dielectric) ซึ่งไดอิเล็กตริกนี้อาจจะเป็นอากาศ ไมก้า พลาสติก เซรามิก หรือสารที่มีสภาพคล้ายฉนวนอื่นๆ

รูปที่ 70 โครงสร้างตัวเก็บประจุ

ประเภทของตัวเก็บประจุแบบค่าคงที่ ซึ่งใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีหลายประเภท ดังนี้

ตารางที่ 3 ประเภทของตัวเก็บประจุและการนำไปใช้
ประเภท

ตัวเก็บประจุประเภทอิเล็กโทรไลท์

ตัวเก็บประจุประเภทเซรามิก

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

ใช้ในงานที่ต้องการค่าความต้านทานของฉนวนที่มีค่าสูงและมีเสถียรภาพดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง โดยมากนิยมใช้ในวงจรจ่ายกำลังไฟฟ้าสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ แหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง

เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้เซรามิคเป็นไดอิเล็กตริกและเก็บประจุได้ไม่เกิน 1 ไมโครฟารัด นิยมใช้กันทั่วไปเพราะมีราคาถูก เหมาะสำหรับใช้ในวงจรย่านความถี่วิทยุ

ประเภท

ตัวเก็บประจุประเภทอิเล็กโทรไลท์

ตัวเก็บประจุประเภทเซรามิก

อุปกรณ์
การนำไปใช้งาน

ใช้ในงานที่ต้องการค่าความต้านทานของฉนวนที่มีค่าสูงและมีเสถียรภาพดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง โดยมากนิยมใช้ในวงจรจ่ายกำลังไฟฟ้าสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ แหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง

เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้เซรามิคเป็นไดอิเล็กตริกและเก็บประจุได้ไม่เกิน 1 ไมโครฟารัด นิยมใช้กันทั่วไปเพราะมีราคาถูก เหมาะสำหรับใช้ในวงจรย่านความถี่วิทยุ

ตารางที่ 4 ประเภทของไดโอดและการนำไปใช้ 
ประเภท

ไดโอดธรรมดา 

(normal diode)

ไดโอดเปล่งแสง 

(Light Emitting Diode : LED)

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าให้ผ่านทางเดียว ไดโอดมีขั้วไฟฟ้าบวกและขั้วไฟฟ้าลบ หากต่อวงจรผิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งช่วยป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้ถูกทำลายจากการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าผิดทาง 

ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง โดยสามารถเปล่งแสงออกมาได้เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้าที่เหมาะสม แสงที่เปล่งออกมามีหลายสี ขึ้นกับประเภทของสารกึ่งตัวนำที่ผลิต ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีตัวเลขและตัวหนังสือเรืองแสง เช่น วิทยุเทป หน้าปัดนาฬิกา เครื่องคิดเลข จอโทรทัศน์

            1.3 เซ็นเซอร์ (Sensor)

                         เซ็นเซอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนปริมาณทางกายภาพให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันเซ็นเซอร์ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้ากันจำนวนมาก เซ็นเซอร์พื้นฐานที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

                          1) เซ็นเซอร์ตรวจจับการสัมผัส (Touch Sensor)

ตารางที่ 5 ประเภทของเซ็นเซอร์ตรวจจับการสัมผัสและการนำไปใช้
ประเภท
สวิตช์กลไก 
(mechanical switch)
รีดสวิตช์ 
(reed switch)
อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

เป็นอุปกรณ์แบบกลไก ทำหน้าที่ตัด ต่อ วงจรไฟฟ้าเมื่อได้รับแรงกด สวิตช์แบบนี้มักจะนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรที่เป็นระบบอัตโนมัติ 

ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ ที่ควบคุมการเปิด-ปิดจากการตรวจจับความเข้มของสนามแม่เหล็กแทนการกด มักจะนำไปประยุกต์ใช้ในวงจรสัญญาณกันขโมย เพื่อตรวจจับการเปิด-ปิดประตู

            2) เซ็นเซอร์ตรวจจับแสง (Optical Sensor) 

ตารางที่ 6 ประเภทและลักษณะการใช้งานของเซนเซอร์ตรวจจับแสง
ประเภท

แอลดีอาร์ 

(Light Dependent resistor : LDR)

โฟโตไดโอด 

(Photo Diode)

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

ตัวต้านทานแปรค่าตามความสว่างของแสง จึงใช้เป็นตัวรับรู้ความสว่าง (Light Sensor) โดยที่ความสว่างของแสงเป็นสัดส่วนผกผันกับค่าความต้านทาน คือ เมื่อมีแสงมาตกกระทบแอลดีอาร์น้อย แอลดีอาร์มีค่าความต้านทานมากใช้ในวงจรเปิดปิดแสงสว่างอัตโนมัติได้

เป็นเซ็นเซอร์แสงที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยค่าการนำกระแสไฟฟ้าจะมากขึ้นเมื่อความเข้มแสงมากขึ้น ใช้งานในวงจรเปิด-ปิดไฟถนนอัตโนมัติ

            3) เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิ (Temperature Sensor)

ตารางที่ 7  ประเภทของเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิและการนำไปใช้
ประเภท

อาทีดี 

(Resistor Temperature Detector : RTD)

เทอร์โมคัปเปิล 

(Thermocouple)

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

ใช้หลักการที่ค่าความต้านทานมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับค่าอุณหภูมิ มักใช้ในงานอุตสาหกรรม เนื่องจากมีราคาแพง

ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้า อุปกรณ์นี้จึงมักจะประยุกต์ใช้ในการตรวจวัดอุณหภูมิในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศในรถยนต์

            4) เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง (Sound Sensor)

ตารางที่ 8 ประเภทของเซนเซอร์ตรวจจับเสียงและการนำไปใช้
ประเภท

คอนเดนเซอร์ไมโครโฟน 

(Condenser Microphone)

อัลตราโซนิกเซนเซอร์ 

(Ultrasonic Sensor)

อุปกรณ์
การนำไปใช้งาน

เปลี่ยนเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน จะขึ้นกับค่าความดังและความถี่เสียง ไมโครโฟนชนิดนี้นำไปใช้ในโทรศัพท์ไร้สายวงจรตรวจจับเสียง 

เปลี่ยนเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกับคอนเดนเซอร์ไมโครโฟน แต่จะตอบสนองเฉพาะช่วงความถี่ประมาณ 30 – 40 กิโลเฮิร์ตซ์ ซึ่งสูงกว่าที่มนุษย์ได้ยิน จึงมักนำไปใช้ในการวัดระยะทาง

2 แผงควบคุมขนาดเล็ก  (Microcontroller Board)

            แผงควบคุมขนาดเล็ก เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมขนาดเล็กที่สามารถโปรแกรมได้ เรียกว่า “ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller)” ทำงานร่วมกับวงจรเชื่อมต่อและโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมใช้งานและสื่อสารข้อมูล โดยปัจจุบันมีแผงควบคุมขนาดเล็กหลายประเภท เช่น

ตารางที่ 9 ประเภทของแผงควบคุมขนาดเล็กและการนำไปใช้
ประเภท

แผงวงจร IPST-Link

แผงวงจร IPST MicroBOX 

อุปกรณ์

การนำไปใช้งาน

แผงวงจร IPST-Link เป็นแผงวงจรที่ใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ Scratch เพื่อเรียนรู้การเขียนโปรแกรมแบบบล็อกและเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ 

แผงวงจร IPST MicroBOX เป็นแผงวงจรสำหรับการควบคุมหลัก โดยมีไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมการทำงาน โดยการเขียนโปรแกรมจะทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมภาษา C หรือ C++ จากซอฟต์แวร์ Arduino แผงวงจรสามารถรับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ ระยะห่างจากวัตถุ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีจุดต่อเพื่อส่งสัญญาณออกไปควบคุมอุปกรณ์ภายนอก เช่น ไดโอดเปล่งแสง ลำโพง มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง เซอร์โวมอเตอร์ และมีจอแสดงผลแบบกราฟฟิกสี